<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://aya.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/70969</link>
<guid isPermaLink="false">4182a1a4e4f0883d3a1ae4b3b923f63c</guid>
<pubDate>Mon, 25 Mar 2024 09:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดชุมพลนิกายาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่หัวเกาะบางปะอิน ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;ติดต่อกับเขตอุปจาระพระราชวังบางปะอิน มีอาณาเขตโดยยาวประมาณ ๔ เส้นเศษ ด้านเหนือกว้าง ๑ เส้นเศษ ด้านในยาวประมาณ&nbsp;๔ เส้นเศษติดกับพระราชวังบางปะอิน ด้านตะวันออกติดคลอง ด้านตะวันตกจรดลำน้ำเจ้าพระยา&nbsp;</p>

<p>วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระเจ้าปราสาททองในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อปีวอก พ.ศ. 2175 ตรงบริเวณที่เป็นเคหสถานเดิมของพระราชชนนีของพระองค์ วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณะในยุครัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 จนมีอาคารต่าง ๆ ดังเช่นที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดแห่งนี้คือพระอุโบสถหลังงาม ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปหินทรายปูนปั้นถึง 7 องค์ ซึ่งนับว่าเป็นคติการประดิษฐานพระประธานที่แปลกไปจากที่อื่น ได้แก่ พระวิปัสสีสิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และโคตมะ พร้อมด้วยพระสาวกอีก 4 องค์ นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมภิกษุณีครองจีวรมิดชิด ซึ่งหาดูได้ยาก รวมถึงพระศรีอาริยะเมตไตรโพธิสัตว์เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประดิษฐานอยู่ที่ด้านหน้าพระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถปรากฏภาพเขียนพระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าทั้ง 7 พระองค์ ที่ฝาผนังทุกด้านอย่างงดงาม แม้จะได้รับการดูแลอย่างดี แต่ด้วยกาลเวลาผ่านไปภาพเขียนส่วนหนึ่งก็ได้ลบเลือนไปบ้างแล้ว และที่บานประตูมีภาพวาดของเครื่องบูชาแบบจีนซึ่งต่างจากวัดอื่น ๆ ซึ่งมักวาดภาพของทวารบาลนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น วัดแห่งนี้ยังมีพระเจดีแบบย่อมุมไม้สิบสองศิลปะแบบอยุธยาให้ได้ชม ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุรอให้ผู้ไปเยี่ยมเยือนได้มาสักการะ หากใครได้มาเยือนอยุธยาคงจะต้องรู้สึกเสียดายไม่น้อยหากไม่ได้มาชมวัดชุมพลนิกายาราม เพราะนอกจากจะได้ชมศิลปะของสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาผสมผสานกับแบบรัตนโกสินทร์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/20240325d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e095455.jpg' type='image/jpg' length='144187' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพนัญเชิงวรวิหาร]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5876</link>
<guid isPermaLink="false">00df0abd3f38c892893d4ee3b6d30d04</guid>
<pubDate>Wed, 28 Apr 2021 16:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/pns_att330012001.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp;วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี และได้รับการรักษาบูรณะอย่างดีมาจนถึงในปัจจุบัน ภายในพระอุโบสถ วัดพนัญเชิงเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไตรรัตนายก(หลวงพ่อโตหรือซำปอกง)พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอยุธยาที่ได้รับความเคารพบูชาทั้งในหมู่คนไทยและคนจีนมาอย่างยาวนานตั้งอยู่ที่ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/แผนที่วัดพนัญเฃิืง.jpg" style="width: 460px; height: 350px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>

<h3 style="text-align: justify;"><strong><u>ประวัติความเป็นมาของวัดพนัญเชิงวรวิหาร</u></strong></h3>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><b>วัดพนัญเชิง</b>&nbsp;เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา&nbsp;และไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า&nbsp;พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า&nbsp;<b>วัดเจ้าพระนางเชิง</b>และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%B2_%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C" title="พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์"> </a>ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี&nbsp;พ.ศ. ๑๘๖๗&nbsp;ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง ๒๖&nbsp;ปี&nbsp;</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:THSarabunNew;">พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา&nbsp;หน้าตักกว้าง ๒๐&nbsp;เมตรเศษ สูง ๑๙&nbsp;เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย&nbsp;เคยได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ&nbsp;พ.ศ. ๒๓๙๔&nbsp;ได้โปรดเกล้าให้บูรณะใหม่หมดทั้งองค์ และพระราชทานนามใหม่ว่า&nbsp;พระพุทธไตรรัตนนายก&nbsp;หรือที่รู้จักกันในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายจีนว่า&nbsp;<i>หลวงพ่อซำปอกง</i><sup>[<i> </i></sup>คำว่า พแนงเชิง มีความหมายว่า นั่งขัดสมาธิ ฉะนั้น คำว่า วัดพนัญเชิง (วัดพระแนงเชิง หรือ วัดพระเจ้าพแนงเชิง) จึงหมายถึงวัดแห่งพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยคือ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก นั้นเอง หรืออาจสืบเนื่องมาจากตำนานเรื่องพระนางสร้อยดอกหมาก คือ เมื่อพระนางสร้อยดอกหมากกลั้นใจตายนั้น พระนางคงนั่งขัดสมาธิ เพราะชาวจีนนิยมนั่งขัดสมาธิมากว่านั่งพับเพียบจึงนำมาใช้เรียกชื่อวัด บางคนก็เรียกว่า วัดพระนางเอาเชิง ตามสาเหตุที่ทำให้พระนางถึงแก่ชีวิต ฉะนั้น ถ้าเรียกนามวัดตามความหมายของคำว่า วัดพนัญเชิง ก็ย่อมหมายความถึงวัดที่มีพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ คือหลวงพ่อโต (อ้างอิงจากประวัติวัดพนัญเชิงข้อมูลของทางวัดในปัจจุบัน)</span></p>

<h3 style="text-align: justify;"><u><strong>จุดน่าสนใจ</strong></u></h3>

<p style="text-align: justify;">หลวงพ่อโต</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/หลวงพ่อโต_วัดพนัญเชิง_2.jpg" style="width: 500px; height: 354px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายกพระพุทธรูปศิลปะอู่ทองตอนปลาย ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๔.๒๐ เมตร สูง ๑๙.๒๐ เมตร วัสดุปูนปั้นลงรักปิดทอง หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือพระโตของชาวอยุธยาองค์นี้ ถือกันว่าเป็นพระโบราณคู่บ้านคู่เมืองกรุงศรีอยุธยามาแต่แรกสร้างกรุง พงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๘ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สถาปนากรุงศรีอยุธยา ๒๖ ปีและเมื่อกรุงศรีอยุธยาใกล้จะแตกปรากฏในคำให้การขาวกรุงเก่าว่าพระปฏิมากรใหญ่ที่วัดพนัญเชิงมีน้ำพระเนตรไหลเป็นที่อัศจรรย์ หลวงพ่อโตเป็นพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ชาวจีนมากโดยเรียกกันว่า &ldquo;ซำปอกง&rdquo; นอกจากชาวไทยแล้วยังมีผู้มีเชื้อสายจีนหลั่งไหลกันมากราบไหว้บูชาจำนวนมากและเป็นประจำทุกปี</p>

<p style="text-align: justify;">พระพุทธรูปทองคำในพระอุโบสถ</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/1280px_พระพุทธรูปทอง_นาก_ปูน.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; ในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงนั้นมีพระพุทธรูปสำคัญ ๓&nbsp;องค์ คือ พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปปูน และพระพุทธรูปนาค พระพุทธรูปทองเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยทำจากทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๓&nbsp;ศอก สูง ๔&nbsp;ศอก มีสีทองอร่ามใสเป็นเงาสะท้อนอย่างชัดเจน องค์กลางเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยาหน้าตักกว้าง ๔&nbsp;ศอก สูง ๕&nbsp;ศอก ส่วนพระพุทธรูปนาคเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้นจะมีสีออกแดงๆหน้าตักกว้าง ๓&nbsp;ศอก สูง ๕&nbsp;ศอก กล่าวกันว่าพระพุทธรูปทองและนาคนี้เพิ่งถูกพบว่าเป็นพระทองและพระนาคด้วยบังเอิญ เนื่องจากแต่เดิมทีพระทั้งสององค์ถูกฉาบเคลือบด้วยปูน จนมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปปูนปั้นทั่วไป สาเหตุคงเพราะว่าช่วงเวลาก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะถูกข้าศึกบุกตีพระนคร คนในสมัยนั้นเกรงว่าพระพุทธรูปทองและพระพุทธรูปนาคนี้จะถูกขโมยหรือเผาเอาทองไปจึงได้ฉาบปูนเคลือบและปั้นปูนในขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อทำเป็นลายจีวรและลักษณะต่างๆเช่น ปั้นรูปพระพักตร์ พระเกศา เพื่อให้เข้าใจว่าไม่ใช่พระทองคำและพระนาค จนกระทั่งในภายหลังมีผู้ไปค้นพบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำเนื่องจากเศษปูนได้กะเทาะออกมาและเนื้อภายในเป็นทอง จึงได้ค่อยๆกะเทาะปูนออกให้หมด จึงได้เห็นว่าเป็นพระทองคำทั้งองค์และนำมาประดิษฐานอยู่ภายพระอุโบสถของวัด</p>

<p style="text-align: justify;">เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/1920px_เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp;นอกจากหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซำปอกง แห่งวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ผู้คนมาสักการะกันอย่างหนาตาทุกวันแล้ว ใกล้กันนั้นยังมี &ldquo;ศาลพระนางสร้อยดอกหมาก&rdquo; หรือ &ldquo;ศาลเจ้าแม่แอเนี้ย&rdquo; อันเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมในยุคก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ที่มีผู้คนที่ต้องการขอพรแห่งความรักมาสักการะไม่น้อยเช่นกันตามตำนานพระราชพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระนางสร้อยดอกหมากไว้ว่า พระเจ้ากรุงจีนทรงมีบุตรบุญธรรมจากจั่นหมากชื่อว่า สร้อยดอกหมาก ครั้นนางจำเริญวัยเป็นสาวแรกรุ่นที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันงดงาม โหรหลวงได้ทำนายว่าจะได้กษัตริย์กรุงอโยธยาเป็นพระสวามี พระเจ้ากรุงจีนจึงทรงมีพระราชสาสน์มาถวายพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระเจ้าสายน้ำผึ้งหลังจากรับราชสาสน์จึงเสด็จไปกรุงจีนด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัยด้วยพระบารมีพระราชกุศลที่สั่งสมมาแต่ปางหลังนำพาให้พระองค์ฝ่าภยันตรายไปถึงกรุงจีนด้วยความปลอดภัย พระเจ้ากรุงจีนทรงโสมนัสเป็นยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้จัดกระบวนแห่ออกไปรับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาภายในพระราชวัง พร้อมทั้งให้ราชาภิเษกพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้งเวลากาลผ่านไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงจีนกลับพระนคร พระเจ้ากรุงจีนจึงพระราชทานเรือสำเภา ๕&nbsp;ลำ กับชาวจีนที่มีฝีมือในการช่างสาขาต่างๆ จำนวน ๕๐๐&nbsp;คน ให้เดินทางกลับสู่กรุงอโยธยาด้วย เมื่อเดินทางถึงปากน้ำแม่เบี้ย ใกล้แหลมบางกะจะ (บริเวณหน้าวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน) พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จเข้าพระนครก่อน เพื่อจัดเตรียมตำหนักซ้ายขวามาต้อนรับพระนางสร้อยดอกหมาก ครั้นรุ่งเช้าก็จัดขบวนต้อนรับโดยให้เสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่มาอัญเชิญพระนางสร้อยดอกหมากเข้าเมือง โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จไปด้วย พระนางสร้อยดอกหมากไม่เห็นพระเจ้าสายน้ำผึ้งมารับก็เกิดความน้อยพระทัย จึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ พร้อมกล่าวว่า &ldquo;มาด้วยพระองค์โดยยาก เมื่อมาถึงพระราชวังแล้วเป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับ ก็จะไม่ไป&rdquo; เสนาบดีนำความขึ้นกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้งคิดว่านางหยอกเล่น จึงกล่าวสัพยอกว่า &ldquo;เมื่อมาถึงแล้ว จะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด&rdquo; ครั้นรุ่งขึ้น พระเจ้าสายน้ำผึ้งก็เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง เมื่อเสด็จขึ้นไปบนเรือสำเภา พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่ามากมาย พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงทรงสัพยอกอีกว่า &ldquo;เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด&rdquo; ฝ่ายพระนางสร้อยดอกหมากได้ฟังดังนั้น เข้าพระทัยผิดคิดว่าตรัสเช่นนั้นจริงๆ ก็เสียพระทัยยิ่งนัก จึงกลั้นพระหฤทัยจนถึงแก่ทิวงคต ณ บนสำเภาเรือพระที่นั่ง ที่ท่าปากน้ำแม่เบี้ยนั่นเอง ยังความโศกสลดพระทัยแก่พระเจ้าสายน้ำผึ้งยิ่งนัก จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศพมาพระราชทานเพลิงที่แหลมบางกะจะ และสถาปนาบริเวณนั้นเป็นพระอารามนามว่า &ldquo;วัดพระเจ้าพระนางเชิง&rdquo; หรือ &ldquo;พแนงเชิง&rdquo; ซึ่งแปลว่า &ldquo;พระนางผู้มีแง่งอน&rdquo; พร้อมทั้งสร้างศาลขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักนั่นก็คือ ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากนั่นเอง และศาลแห่งนี้ยังถือเป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างไทย-จีนมาช้านานตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยาจนปัจจุบัน ยังมีการจัดงานสืบสานประเพณีจีน เช่น งานเทกระจาด งานล้างป่าช้าจีน เป็นต้น ศาลพระนางสร้อยดอกหมากนั้นเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบจีน ป้ายหน้าศาลมีทั้งอักษรไทยและจีน เขียนว่า เปยเหนียง หากแปลแยกจะได้ความว่า หญิงสาวผู้โศกเศร้า แต่หากแปลรวมจะหมายถึง พระแม่ผู้เปี่ยมเมตตา ตัวศาลเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒&nbsp;ชั้น ตกแต่งลวดลายปูนปั้นสวยงาม ชั้นล่างเป็นเจ้าที่ ส่วนชั้น ๒&nbsp;ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งนับถือกันว่าเป็นตัวแทนรูปเคารพของพระนางสร้อยดอกหมาก อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากที่แต่งองค์แบบจีน ชาวจีนให้ความเคารพนับถือมาก แทบทุกคนเมื่อมาปิดทองหลวงพ่อโตในพระวิหารแล้ว จะต้องแวะมาสักการะองค์เจ้าแม่สร้อยดอกหมากด้วย ที่สำคัญศาลแห่งนี้ยังเก็บสมอเรือเก่าแก่ไว้อันหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นสมอเรือของพระนางสร้อยดอกหมากนั่นเอง ความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของเจ้าแม่สร้อยดอกหมากมีผู้กล่าวขานมาเนิ่นนาน ว่ากันว่าท่านเป็นผู้ถือพระองค์ และมีรักเดียวใจเดียวต่อพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ไม่โปรดให้ผู้ชายเข้าไปแตะต้องพระรูปของท่านไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อหลายสิบปีก่อนเคยมีผู้ชายเข้าไปทำความสะอาดพระรูปเจ้าแม่ ปรากฏว่าเมื่อชายผู้นั้นกลับไปบ้านก็เกิดเจ็บอย่างกะทันหันและถึงแก่ความตายไปโดยไม่รู้สาเหตุ และหากย้อนหลังไปอีกเหตุการณ์เช่นกรณีนี้ก็เคยมีผู้ชายเข้าไปทำความสะอาดพระรูปเจ้าแม่แล้วถึงแก่ความตายถึง ๒&nbsp;คน และเป็นความตายโดยฉับพลันทั้งสิ้น จึงเป็นที่รู้กันว่าเจ้าแม่ไม่ยินดีและไม่ยอมให้ชายคนใดถูกพระวรกายของท่านแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ เวลามีงานงิ้วเดือน ๙&nbsp;ของวัดพนัญเชิง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก จะมีการทำพิธีบูชาเจ้าแม่ การแห่เจ้าแม่ออกนอกศาลก็เพียงแต่ใช้วิธีอัญเชิญเอาเฉพาะกระถางธูปออกไปเท่านั้น ในงานนี้จะมีบรรดาคนทรงเจ้าแม่สร้อยดอกหมากมาจากทั่วทุกสารทิศ เล่ากันว่าเมื่อประทับทรงเจ้าแม่สร้อยดอกหมากนั้น ร่างทรงซึ่งปกติจะพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ก็กลับกลายเป็นพูดจีนได้อย่างน่าอัศจรรย์ สมัยก่อนเจ้าหน้าที่ประจำศาลเจ้าแม่เป็นคนจีน ฟังภาษาจีนและพูดภาษาจีนได้เล่าว่า เจ้าแม่สร้อยดอกหมากเคยถามหาทรัพย์สมบัติโบราณที่พระองค์นำมาจากเมืองจีนและเคยเก็บรักษาไว้ที่นี่ ตอนนี้เอาไปเก็บเสียที่ไหนแล้ว และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ที่ดูแลศาลเคยเห็นเจ้าแม่มาแล้ว ท่านจะแต่งชุดจีนสีขาว พระพักตร์สวยมาก ปัจจุบันความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ก็ยังคงมีอยู่ ใครมาบนบานขออะไรท่านไม่ว่าจะขอลูก ขอความสำเร็จหรือขอให้มีความรักก็มักจะได้ตามนั้น จนมีผู้นำของมาแก้บนเต็มไปหมด โดยส่วนมากจะบนด้วยสร้อยไข่มุก เครื่องสำอาง สิงโตเชิด และเครื่องสังเวย ตำนานรักเรื่อง &ldquo;เจ้าชายสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก&rdquo; ยังเป็นตำนานแห่งการสร้างวัดพนัญเชิงวรวิหาร ซึ่งทำให้ต่างมีความเชื่อกันว่า เจ้าแม่สร้อยดอกหมากสามารถดลบันดาลให้ผู้ที่กราบไหว้ได้สมปรารถนาดังที่ขอไว้ได้ทุกเรื่องทุกประการ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/2021042615da9c8624881ba05d9123b939e2718d113716.jpg' type='image/jpg' length='895145' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดใหญ่ชัยมงคล]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5878</link>
<guid isPermaLink="false">672a848e819be7eb3ad4fd9bd426f5b8</guid>
<pubDate>Wed, 28 Apr 2021 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/image1467_4.jpg" style="width: 500px; height: 296px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp;<b>วัดใหญ่ชัยมงคล</b>&nbsp;เดิมชื่อ &quot;วัดป่าแก้ว&quot; หรือ &quot;วัดเจ้าไท&quot; ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร ปัจจุบันเป็นพื้นที่ตำบลคลองสวนพลู&nbsp;อำเภอพระนครศรีอยุธยา&nbsp;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช&nbsp;ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๔๔&nbsp;อีกด้วย</p>

<h2><u>ประวัติ</u></h2>

<p>สมัยกรุงศรีอยุธยา</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/hp03_081_01.jpg" style="width: 500px; height: 667px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp;สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑&nbsp;หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้ง พ.ศ. ๑๙๐๐&nbsp;สมเด็จพระเจ้าอู่ทองได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้วและเจ้าไท ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว ต่อมาคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแก้วที่ได้บวชเรียนมา จากสำนักรัตนมหาเถระในประเทศศรีลังกาคณะสงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทำให้ผู้คนต่างมาบวชเรียนในสำนักสงฆ์คณะป่าแก้วมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จึงทรงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์ มีตำแหน่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ กาลต่อมาเป็นที่พำนักของพระภิกษุคณะป่าแก้ว&nbsp;ซึ่งมี&nbsp;สมเด็จพระวันรัตน์เป็นประธานสงฆ์ จึงได้ชื่อว่า วัดเจ้าพระยาไทยคณะป่าแก้ว เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ของวัดป่าแก้วมีอยู่ว่า อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งคณะคิดกำจัดขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน ครั้งนั้นได้รับผลสำเร็จจึงอัญเชิญพระเฑียรราชาลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพ.ศ. ๒๑๐๔ ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง ได้มีพระบรมราชโองการให้เอาสังฆราชวัดป่าแก้วไปสำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฎพระศรีศิลป์ พ.ศ. ๒๑๓๕ ในแผ่นดินของพระนเรศวรมหาราช มีเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้เข้าใจว่ามีการสร้างปฏิสังขรณ์เจดีย์ประธานวัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ที่ได้ชัยชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่า จึงทำให้เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคล เจดีย์ชัยมงคลอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะ มังกะยอชวาพระมหาอุปราชของหงษาวดี ที่ต.หนองสาหร่าย จ.สุพรรณบุรีในครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพเข้ามาในขอบขันฑสีมา สมเด็จพระนเรศวรฯ และสมเด็จพระเอกาทศรถผู้เป็นพระอนุชาจึงได้นำทัพไปรับศึก และได้ขับช้างเข้าไปอยู่ในวงล้อมของข้าศึกทีคอยระดมยิงปืนเข้าใส่พระและพระคชาธาร โดยที่เหล่าแม่ทัพนายกองวิ่งตามพะรองค์มาไม่ทันพระองค์จึงประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่าเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีกษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว พระอุปราชของพม่าจึงไสยช้างออกมากระยุทธถีด้วยกันในการทำยุทธหัตถีครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงใช้พระแสงพลผ่ายฟาดฟันพระอุปราชขาดตะพายแล่ง เมื่อกลับมาสู่พระนครแล้ว พระองค์ก็จะลงโทษเหล่าทหารที่ตามพระไปไม่ทันตอนกระทำศึกยุทธหัตถี ซึ่งมากฏระะเบียบแล้วต้องโทษถึงขึ้นประหารชีวิต ช่วงเวลาที่รออาญาสมเด็จพระพันรัตน พระสังฆราชพร้อมด้วยพระสงฆ์ ๒๕&nbsp;รูปได้ขอให้พระนเรศวรพระราชทานอภัยยกเว้นโทษให้กับทหารเหล่านั้น โดยให้เหตุผลว่าพระองค์เปรียบดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แวดล้อมด้วยหมู่มารก่อนที่จะตรัสรู้ เป็นการประกาศเกียรติและบารมีความกล้าหาญและเก่งกาจของพระองค์ให้ขจรกระจายไปทั่วแคว้นทั่วแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความมีน้ำพระทัยของพระองค์ ที่มีต่อเหล่าทหารเหล่านั้น และพระะราชทานนามว่า&nbsp;<b>เจดีย์ชัยมงคล</b>&nbsp;ในปี พ.ศ. ๒๑๓๕&nbsp;มีความสูง ๑&nbsp;เส้น ๑&nbsp;วา เป็นเจดีย์&nbsp;ที่สูงที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาจนทุกวันนี้ วัดป่าแก้ว หรือวัดเจ้าไท ต้องร้างลงเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒&nbsp;ประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๙&nbsp;อาณาจักรคองบองได้ยกพลมาประชิดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระที่นั่งสุริยาตรมรินทร์โปรดเกล้า ให้ยกทัพเรือออกจากพระนครไปตั้งอยู่ที่วัดป่าแก้ว แต่ทัพเรือสยามเสียทีข้าศึก&nbsp;พระยาเพชรบุรีถูกสังหาร กองทัพอาณาจักรคองบองบางส่วนได้ยึดเอาวัดป่าแก้วเป็นฐานปฏิบัติการ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกใน&nbsp;พ.ศ. ๒๓๑๐&nbsp;วัดแห่งนี้จึงได้ร้างลง</p>

<h3 style="text-align: justify;">ยุคฟื้นฟู</h3>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/800px_เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">หลังจากที่วัดใหญ่ หรือ วัดป่าแก้ว หรือ วัดเจ้าไท ได้ร้างลงกว่า ๔๐๐&nbsp;ปี ได้มีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี กลุ่มหนึ่ง โดยการนำของพระฉลวย สุธมฺโม ได้เข้ามาหักร้างถางพงที่รกเรื้อปกปิดอารามอันเก่าแก่แห่งนี้เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมได้ประมาณ ๔ ปี ท่านต้องการออกจาริกอีกครั้งจึงได้ไปนิมนต์พระครูภาวนาพิริยคุณ เจ้าอาวาส&nbsp;วัดยม&nbsp;อำเภอบางบาล&nbsp;ให้มาดูแลวัดใหญ่ชัยมงคลต่อ พระครูภาวนาพิริยคุณ (เปลื้อง วิสฏฺโฐ) ได้นำคณะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และแม่ชี หักร้างถางพง ฟื้นฟูวัดแห่งนี้จนได้รับการยกฐานะจากวัดร้างเป็นวัดราษฎร์ที่มีพระภิกษุจำพรรษา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐&nbsp;โดยได้ชื่อว่า<b>วัดใหญ่ชัยมงคล</b>&nbsp;ส่วนพระครูภาวนาพิริยคุณ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูภาวนารังสี</p>

<h3>ยุคปัจจุบัน</h3>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/800px_Wat_Yai_Chai_Mongkon_I_.jpg" style="width: 500px; height: 750px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">หลังจากที่พระครูภาวนารังสีได้มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๓๖&nbsp;พระปลัดแก่น ปุญฺญสมฺปนฺโน หรือปัจจุบันเป็นพระครูพิสุทธิ์บุญสาร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และได้ร่วมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และแม่ชี พัฒนาวัดใหญ่ชัยมงคล จนได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง วัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น และสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แห่งที่ ๓ วัดใหญ่ชัยมงคลถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายยุคสมัย และเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามาก ด้ววยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในพระนครศรีอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามากราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆ ยังมีมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วย</p>

<h2 style="text-align: justify;">รายนามผู้บริหารวัดใหญ่ชัยมงคล</h2>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/hp03_081_22.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<ul>
	<li style="text-align: justify;">พระครูสิริชัยมงคล (สำรอง ชยธมฺโม) - เจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคล, รองเจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา</li>
	<li style="text-align: justify;">พระมหาบรรณ์ ปญฺญาธโร ป.ธ.๙ - ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคล, รองเจ้าคณะตำบลหันตรา</li>
	<li style="text-align: justify;">พระใบฏีกาธวัชชัย สุจิตฺโต - ผู้ช่วยเจ้าอาวาส</li>
	<li style="text-align: justify;">แม่ชีสมควร ทองดี - หัวหน้าแม่ชีประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา</li>
	<li style="text-align: justify;">นายปรีชา มีวุฒิสม - ไวยาวัจกร</li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/20210426f216462e8547dcc7736f069ec078df78122115.jpg' type='image/jpg' length='1286672' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดศาลาปูนวรวิหาร]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/6008</link>
<guid isPermaLink="false">074d84826b48e702694b1bcacc611644</guid>
<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/M11553861_2.jpg" style="width: 356px; height: 475px;" /></p>

<p>&nbsp;&nbsp;ตั้งอยู่ริมคลองคูเมืองด้านทิศเหนือของเกาะเมือง (เดิมคือแม่น้ำลพบุรี) มีฐานะเป็นพระอารามหลวง เป็นวัดที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งพระอาราม ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้ทำการปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่ง ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น เขียนเป็นภาพเทพชุมนุม วิทยาธร และพุทธประวัติ ส่วนภายในซุ้มคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าเลยไลย์ด้านหลังของพระอุโบสถ ที่ผนังเขียนภาพทะเลมีเรือสำเภาหลายลำ มีลักษณะภาพอิทธิพลตะวันตกแบบงานจิตรกรรมสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/hp03_065_02.jpg" style="width: 500px; height: 673px;" /></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/20210427e6c1c680dda67aedf98b125e250c10df111017.jpg' type='image/jpg' length='150807' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/6002</link>
<guid isPermaLink="false">69cf3d02587c5a1f9fb8ddb14c6272e0</guid>
<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 09:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/บางปะอิน2.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><u><em><strong>วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร</strong></em></u> ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ ตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอิน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๙&nbsp;&nbsp;เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางประอิน ซึ่งทรงโปรดให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง โดยใช้ศิลปะแบบโกธิค (Gothic)โดยเฉพาะพระอุโบสถของวัด ที่เป็นอาคารมีโดมหอคอยปลายแหลมตามอย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตก บริเวณยอดโดมมีหอนาฬิกาและระฆังชุด เหนือขึ้นไปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธนฤมลธรรโมภาสเป็นพระประธาน ซึ่งออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยใช้การผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยมกับศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน นอกจากนี้บริเวณฐานชุกชีซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระประธานก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์ ช่องหน้าต่างเจาะไว้เป็นหน้าต่างโค้ง และเมื่อหันกลับมองบนฝาผนังด้านหน้าของพระประธาน จะเห็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕&nbsp;ประดับด้วยกระจกสีที่สั่งเข้ามาจากประเทศอิตาลี มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่งซึ่งหาชมจากที่ใดในเมืองไทยไม่ได้เมื่อพ.ศ. ๒๔๑๙ ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ขยายกำแพงพระราชวังบางปะอินให้พระราชวังมีอาณาเขตกว้างกว่าเดิม ได้มีพระราชศรัทธาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนิเวศธรรมประวัติขึ้น เพื่อให้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลใกล้พระราชวัง ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้เจ้าพนักงานจ้างช่างเหมาช่างชาวตะวันตก ได้แก่ มร.ยูกิงแกรซี มาเป็นผู้กะวางแผนที่ ตลอดจนออกแบบพระอุโบสถและหมู่กุฎิให้มีรูปแบบลักษณะวัดในศิลปะตะวันตก ประวัติที่มาของการสร้างวัดนั้น ปรากฎข้อความบนแผ่นศิลาจารึกประวัติการก่อสร้างที่อยู่ในพระอุโบสถ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ พระศรีสุนทรโวหารจารึก</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/1582033953.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">เรื่องการสร้างวัดบนแผ่นศิลาติดผนังไว้ในพระอุโบสถจำนวน ๒&nbsp;แผ่น บริเวณฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของประตูทางเข้า ด้านละ ๑&nbsp;แผ่น มีใจความระบุถึงประวัติความเป็นมาแต่เดิมว่า เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์สืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นต้นมา ก่อนสร้างวัดนิเวศธรรมประวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากทรงมีนิวาสสถานดั้งเดิมอยู่ที่เกาะบางปะอิน เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์โปรดให้สร้างพระราชวังเป็นที่ประพาส อีกทั้งโปรดให้สร้างวัดชุมพลนิกายารามขึ้นที่บริเวณด้านเหนือของพระราชวัง ตั้งแต่นั้นมาพระบรมวงศานุวงศ์ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก็ได้เสด็จประพาสที่เกาะบางปะอินนี้ทุกพระองค์ ครั้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดการเสด็จประภาสที่เกาะบางปะอินอยู่เนืองๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระถมดินเพิ่มเติมให้ลึกและกว้างกว่าแต่ก่อน แล้วจึงทรงสร้างพระตำหนักและตึกแถว แนวกำแพงโดยรอบกว้างขวางออกไป และมีพระราชศรัทธาให้สร้างวัดนิเวศธรรมประวัติขึ้นเพื่อเป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลใกล้พระราชวัง โดยได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้เจ้าพนักงานจ้างเหมาช่างตะวันตกให้เป็นผู้ออกแบบแผนผังพระอุโบสถ และถาวรวัตถุภายในวัด เช่นศาลาการเปรียญ หมู่กุฎิ ก่อแท่นซุ้มสำหรับประดิษฐานพระคันธารราษฎ์ โดยมีดำริให้สร้างสถาปัตยกรรมเป็นอย่างตะวันตกทั้งสิ้น</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/1582031886.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:THSarabunNew;">เหตุที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกภายในวัดนั้น ปรากฎหลักฐานในจารึกประกาศพระราชทานที่วัดและเสนาสนะเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสงฆ์ ซึ่งมีความในพระราชดำริตอนหนึ่งในการถวายพระอาราม ดังนี้&ldquo;&hellip; ข้าพเจ้าคิดจะใคร่สร้างเป็นพระอารามน้อยๆ สำหรับที่บำเพ็ญกุศลใกล้พระราชวังในเวลาเมื่อได้มาขึ้นมาพักแรมอยู่ที่เกาะบางปะอินนี้ จึงได้คิดถมดินให้พ้นน้ำตามฤดูที่เคยประมาณว่าเป็นอย่างมากโดยปรกติ แล้วให้เจ้าพนักงานจ้างเหมาช่างชาวตะวันตก กะวางแผนที่ทำตามแบบอย่างกับประเทศตะวันตกทุกสิ่ง ซึ่งได้ให้คิดสร้างโดยแบบอย่างเป็นของชาวต่างประเทศดังนี้ ด้วยมีความประสงค์จะบูชาพระพุทธศาสนาด้วยของแปลกประหลาด แลเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงชมเล่นเป็่นของแปลก ยังไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเป็นของมั่นคงถาวรสมควรเป็นพระอารามหลวงในหัวเมือง ใช่จะนิยมยินดีเลื่อมใสในลัทธิศาสนาอื่น นอกจากพระพุทธศาสนานั้นหามิได้&rdquo;การก่อสร้างใช้ระยะเวลาทั้งหมดรวม ๒ ปี ๒๒วัน สำเร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๒๔&nbsp;กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๑และได้โปรดเกล้าให้จัดการฉลองสมโภชครั้งใหญ่ รวม ๔ วัน ๔ คืน และทรงนิมนต์พระอมราภิรักขิตจากสำนักวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม มาเป็นเจ้าอาวาส ภายหลังจากงานต่างๆสิ้นสุดลง เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๑๓&nbsp;ค่ำ ปีฉลู นพศก ๑๒๓๙ ตรงกับวันที่ ๖ กันยายน ๒๔๒๑</span></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/9.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><u><em><strong>การเดินทางไปยังวัดนิเวศธรรมประวัติ ราชวรวิหาร</strong></em></u></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:THSarabunNew;">การเดินทางมายังวัดนิเวศธรรมประวัตินั้น สามารถทำได้หลายทาง เช่น การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้มาตามถนนพหลโยธิน เมื่อถึงประตูน้ำพระอินทร์ ให้ข้ามสะพานวงแหวนรอบนอก หลังจากนั้น ให้เลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ ๓๕ สู่ทางหลวงหมายเลข ๓๐๘ อีกประมาณ ๗&nbsp;กิโลเมตรก็จะถึงพระราชวังบางปะอิน ให้สังเกตว่าที่จอดรถวัดนิเวศธรรมประวัติจะอยู่ติดกับที่จอดรถของพระราชวังบางปะอิน เมื่อจอดรถแล้วสามารถขึ้นกระเช้าไฟฟ้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดนิเวศธรรมประวัติ&nbsp; การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ถ้ามาจากกรุงเทพฯ สถานีขนส่งสายเหนือ นั่งรถสายกรุงเทพฯ-บางปะอิน มาลงที่บขส.บางปะอิน (สุดสาย) จากนั้นนั่งรถสามล้อเครื่องไปลงบริเวณที่จอดรถวัดนิเวศธรรมประวัติ แล้วขึ้นกระเช้าไฟฟ้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดนิเวศธรรมประวัติ นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางโดยรถไฟ มาลงที่สถานีรถไฟอำเภอบางปะอิน หรือเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง มาลงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วต่อรถโดยสารไปลงบริเวณที่จอดรถวัดนิเวศธรรมประวัติแล้วสามารถขึ้นกระเช้าไฟฟ้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดนิเวศธรรมประวัติ</span></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/53.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><u><strong>พระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ</strong></u></p>

<p style="text-align: justify;">พระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ สร้างอยู่ในกำแพงแก้ว ก่ออิฐถือปูนทำเป็นลวดลายแบบตะวันตก เหนือกำแพงมีเสมาสลักจากหินปักอยู่ เสมามีรูปแบบหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ตรงมุมทั้ง ๔&nbsp;สลักเป็นรูปเศียรนาค ตรงกลางสลักลายธรรมจักร ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับการคิดประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระอุโบสถเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มียอดโดมปลายแหลมเหมือนโบสถ์ในคริสต์ศาสนา ภายในพระอุโบสถมีเพดานและช่องหน้าต่างสูง มีซุ้มยอดแหลมเป็นที่ประดิษฐาน &ldquo;พระพุทธนฤมลธรรโมภาส&rdquo; พระประธานซึ่งเป็นพระปฏิมากรประทับนั่งขัดสมาธิเพชร และพระอรหันต์สาวก คือ พระโมคคัลลานะอยู่ทางซ้าย และพระสารีบุตรอยู่ทางขวา เบื้องหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระนิรันตราย บานประตูหน้าต่างประดับด้วยกระจกสลับสี ที่ผนังอุโบสถทั้งสองข้างประตูทางเข้ามีจารึกประวัติการสร้างวัดและพระพุทธปฏิมากรเหนือประตูพระอุโบสถมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องต้นทำด้วยกระจกสีงดงาม ด้านหน้าบริเวณทางเข้าพระอุโบสถมีมุขยื่นออกมา ลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วซ้อนกัน ๒&nbsp;ชั้น รอบผนังพระอุโบสถเจาะช่องหน้าต่างเป็นรูปโค้งปลายแหลมทุกด้านของอาคาร บริเวณท้ายพระอุโบสถเป็นหอระฆังยอดโดมลักษณะรูปกรวยแหลมสูงขึ้นไป ๓&nbsp;ชั้น แต่ละชั้นนั้นเจาะช่องหน้าต่างเป็นอาร์คแบบโค้งปลายแหลมไว้รอบหอระฆัง ชั้นแรกมีการเจาะช่องหน้าต่างทั้งสี่ด้าน และวางยอดปราสาทจำลองประดับไว้ที่มุมทั้งสี่ด้าน ถัดขึ้นไปชั้นที่ ๒&nbsp;และชั้นที่ ๓&nbsp;เจาะช่องหน้าต่างและประดับด้วยกระจกสี ๘&nbsp;ด้าน บนสุดของยอดทำเป็นโดมปลายแหลม บนหอระฆังมีเจดีย์สำริดปิดทองภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตรงผนังเบื้องล่างยอดโดมประดับด้วยนาฬิกา บอกเวลาเป็นเลขโรมัน</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/56.jpg" style="width: 620px; height: 392px;" /></p>

<p><u><strong>พระพุทธนฤมลธรรโมภาศ</strong></u></p>

<p style="text-align: justify;">พระพุทธนฤมลธรรโมภาศ เป็นพระปฏิมากรนั่งสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง ๒๒ นิ้วกึ่ง สูงตลอดรัศมี ๓๖ นิ่งกึ่ง หล่อกะไหล่ทองแล้วเสร็จเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ แรม ๙ ค่ำ จุลศักราช ๑๓๒๙ ตรงกับวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๐ รัชกาลที่ ๕ พระราชทานให้เป็นพระประธานในพระอุโบสถประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว พระพุทธรูปองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงสร้างวัดนี้ โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ (หม่อมเจ้าดิศดวงจักร ในกรมหมื่นณรงค์หริรักษ์) ซึ่งทรงพระเกียรติคุณว่าเป็นช่างอย่างวิเศษมาแต่รัชกาลที่ ๔&nbsp;ทรงเคยสร้างพระพุทธรูปต่างๆ มาจนนับองค์ไม่ถ้วน ให้ทรงออกแบบปั้นหุ่นและหล่อขึ้น นับว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก โปรดว่างดงามหาที่ตำหนิมิได้ ต่อมาภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ สร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่อีกองค์หนึ่งให้มีขนาดเท่ากัน กับมีพระราชดำรัสกำชับว่าขอให้งามเหมือนพระพุทธนฤมลธรรโมภาศ แต่ก็เป็นที่สุดวิสัย มิได้ดังพระราชประสงค์ด้วยพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการได้กราบบังคมทูลว่า ทำสุดฝีมืออยู่ที่พระพุทธนฤมลธรรโมภาศเสียแล้ว พระพุทธรูปองค์นี้จึงจัดว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามอย่างเอกอุในบรรดาฝีมือของพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/DSC_1006_e1554889472577.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><u><strong>เทวรูปปัญจสิงขรและเทวรูปพระอินทร์</strong></u></p>

<p style="text-align: justify;">ประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มแบบโกธิกติดกับประตูทางเข้าพระอุโบสถ เทวรูปปปัญจสิงขรถือพิณอยู่ที่ซุ้มตะวันตกและเทวรูปพระอินทร์เป่าสังข์อยู่ที่ซุ้มตะวันออก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างปั้นขึ้นเพื่อเลียนแบบนักบุญในศาสนาคริสต์ เดิมเป็นรูปปูนปั้นแต่ต่อมาชำรุดแตกหัก จึงโปรดให้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้รับสั่งจัดการหล่อขึ้นใหม่ด้วยทองคำสำริดปิดทองคำเปลว และนำไปประดิษฐานแทนองค์เดิม</p>

<p style="text-align: justify;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/3_1585822570.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><strong><u>หอพระไตรปิฎก</u></strong></p>

<p style="text-align: justify;">หอพระไตรปิฎกเป็นอาคารทรงจัตุรมุขสองชั้น ขนาด ๗.๔๐ x ๗.๔๐ เมตร ก่ออิฐสอปูน ชั้นล่างเป็นพื้นปูกระเบื้องหินอ่อนสีเทา หลังคาเป็นโครงไม้มุงด้วยกระเบื้องจีน เป็นหอเก็บพระคัมภีร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างรวม 119 คัมภีร์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๒๑ หอไตรปิฎกแห่งนี้มีความงามตามแบบศิลปะโกธิกที่นิยมในสมัยกลางที่ประเทศอังกฤษ ภายในเป็นตู้พระไตรปิฎกหกเหลี่ยมบรรจุพระคัมภีร์ทั้งสิ้น</p>

<p><u><strong>พระตำหนักสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ</strong></u></p>

<p>พระตำหนักเป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐสอปูน พื้นไม้กระดานทั้งสองชั้น หลังคาโครงไม้มุงด้วยกระเบื้องลอน หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิสกุล พระธิดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า &rdquo; เมื่อครั้งเสด็จพ่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ได้เสด็จไปจำนำพรรษาอยู่ที่วัดนิเวศฯ เพราะในขณะที่วัดนี้กำลังก่อสร้าง เสด็จพ่อทรงเป็นราชองครักษ์ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงไปทอดพระเนตรการก่อสร้างทุกวัน สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสว่า &hellip;วัดนี้เงีบยสบาย เจ้านายผนวชก็อยู่ได้&hellip; เสด็จพ่อจึงทูลรับว่า ถ้าถึงปีทรงผนวชจะเสด็จมาอยู่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกตำหนักถวายหลังหนึ่ง&rdquo;สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดนี้ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๒๖ เพื่อสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะให้เจ้านายประจำพรรษาที่วัดนี้บ้าง พระอาจารย์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คือ พระอมราภิรักขิต เจ้าอาวาสวัดนิเวศธรรมประวัติรูปแรก ในระหว่างที่ทรงจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ได้ทรงตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้น และได้ทรงพระราชนิพนธ์ตำราเรียน &ldquo;แบบเรียนเร็ว เล่ม ๑&rdquo; เพื่อใช้สอนนักเรียนที่โรงเรียนของวัดนี้เป็นครั้งแรก</p>

<p><strong><u>พระขอฝน</u></strong></p>

<p>ด้วยพุทธลักษณะปางทรงยืน พระหัตถ์ขวายกขึ้นแสดงอาการกวักทำนองขอฝน พระหัตถ์ซ้ายทรงยกขึ้นเสมอสะเอวดูราวคล้ายกับรองรับน้ำฝน เล่ากันว่าพระปางนี้แรกสร้างในเมืองคันธาระ ประเทศอินเดีย ราว พ.ศ.๔๐๐&nbsp;จึงเรียกพระนามอีกอย่างว่า พระคันธาระ หรือพระคันธารราษฎร์ พระขอฝนนี้ กำหนดสร้างขึ้นเป็นปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า โดยกล่าวตามตำนานว่า สมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร ในเมืองสาวัตถี ครั้งหนึ่งได้เกิดฝนแล้งอย่างมาก ผู้คนอดอยากขาดน้ำใช้สอยและบริโภค สระใหญ่ๆ ทุกสระแห้งขอดไปหมด ผู้คนเดือดร้อนในการหาน้ำกินน้ำใช้ พระองค์จึงตรัสเรียกพระอานนท์ให้นำผ้าชุบสรงมาถวาย ทรงเอาชายข้างหนึ่งตวัดพาดพระอังสะ (บ่า) ยกพระหัตถ์ขวาเรียกน้ำฝน ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นรองรับ ทันใดนั้นฝนก็ตั้งเค้าและตกลงมาเป็นอันมาก ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายได้พึ่งบารมีรอดตายจากอดน้ำมีสุขสืบมา</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/Wat_NiwesDharmaPrawati_Ubosoth.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/2021042700f0a154d6a271ad049b1df97c206052100521.jpg' type='image/jpg' length='316029' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดตะโก]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5998</link>
<guid isPermaLink="false">8883964fce143aa70ba8264ee06ceb18</guid>
<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/ตะโก.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">วัดตะโก เป็นวัดที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่อรวยเกจิอาจารย์ชื่อดัง แห่งเมืองกรุงเก่า วัตถุมงคลหลวงพ่อรวยรู้จักกันอย่างกว้างขวางจากประสบการณ์ต่างๆมากมายหลายด้าน และยังเป็น พระเกจิที่มีจริยวัตรงดงามปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดตะโก จนอายุครบอุปสมบท ก็อุปสมบทที่วัดตะโก เป็นพระนักพัฒนานำเอาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดตะโกมาตลอดหลายสิบปี</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/ตะโก2.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) ได้มรณภาพลงในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ สิริอายุครบ ๙๕ ปี ๗๖&nbsp;พรรษา ลูกศิษย์ได้เก็บสังขาร ไว้ ๑๐๐ วัน จากนั้นเมื่อเปิดหีบสังขาร เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ พบว่าสังขารหลวงพ่อรวยไม่เน่าเปื่อย จึงได้เก็บรักษาในโลงแก้วเพื่อให้ลูกศิษย์และประชาชนได้เข้ามากราบไหว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ปาสาทิโก พระมหาธาตุเจดีย์ที่สวยงามประจำวัดตะโก เริ่มการก่อสร้างขึ้น พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยในวันที่ ๑๓&nbsp;พฤษภาคม ๒๕๕๗ นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประธาน โดยมีพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีวางแผ่นศิลาฤกษ์เป็นปฐมฤกษ์ในการก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งมีอาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติด้านสถาปัตยกรรมไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัญชา ชุ่มเกษร ดร.องอาจ หุดากร อาจารย์ตะวัน วีระกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมกันออกแบบ เป็นมหาธาตุเจดีย์ที่มีขนาดสูงใหญ่ โดดเด่นอยู่ภายในวัด พื้นที่โดยรอบปล่อยเป็นที่โล่งกว้าง ต้อนรับคณะศรัทธาสาธุชน ที่มากราบไหว้สังขารหลวงพ่อรวย เจดีย์ มี ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นฐาน เป็นห้องโล่งกว้าง ขนาดใหญ่ มีโลงแก้วบรรจุสังขารหลวงพ่อรวย เปิดให้กราบไหว้ได้ตั้งแต่ ๙ โมงเช้า ถึง ๔ โมงเย็น ส่วนชั้นบนเป็นเจดีย์ ไม่อนุญาตให้เดินขึ้นไป พระมหาธาตุเจดีย์ปาสาทิโกเป็นเจดีย์ที่มีความสวยงามมาก</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/4_วัดตะโก_05_300x200.jpg" style="width: 300px; height: 200px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/20210427df5d6d7976e6d81c2c8da2adf2046cdc095206.jpg' type='image/jpg' length='76369' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ วัดพิชัยสงคราม]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5996</link>
<guid isPermaLink="false">2dd3103c5aeab3a524201b2f39489db1</guid>
<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/51_วัดพิชัยสงคราม_07_300x200.jpg" style="width: 300px; height: 200px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">วัดพิชัยสงคราม ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำป่าสัก สร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๙๐๐&nbsp;เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีรอยุธยามีนามปรากฏในราชพงศาวดาร ว่า วัดพิชัย บางแห่งเขียนว่า วัดพิไชย ได้เปลี่ยนนามใหม่ว่า วัดพิชัยสงคราม ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ประมาณรัชกาลที่ ๔&nbsp;หรือ ๕&nbsp;ในคราวที่ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์เนื่องจากเป็น วัดร้างในช่วงปลายสมัยอยุธยาเป็นต้นมาที่ได้นามอย่างถือเอาเหตุผลที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ตีฝ่าวงล้อมข้าศึกออกจากวัดพิชัยมาได้ นับว่าได้รับชัยชนะ ต่อมาเมื่อได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขึ้นจึงขนานนามวัดใหม่เป็นการเทิดพระเกียรติและอนุสรณ์แห่งสถานที่วัดนี้ วัดพิชัยสงครามนับเข้าเป็นวัดชนิดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๙๒๐ ชาวไทยนิยมเดินทางมาไหว้พระที่วัดพิชัยสงครามด้วยความเชื่อว่าจะทำให้มีชัยชนะต่ออุปสรรคต่างๆ</p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/2021042797aa2eb985e8a3042c312e23b60f07a2092947.jpg' type='image/jpg' length='101636' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดสะตือ พุทธไสยาสน์]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5993</link>
<guid isPermaLink="false">827e42ad138814653f0a05206a06904a</guid>
<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/P03013532_1.jpeg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>วัดสะตือ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๐ บ้านท่างาม หมู่ที่ ๖ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;</strong>สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ตามหลักฐานเดิมวัดมีพื้นที่ประมาณ ๓๗ ไร่ แม่น้ำป่าสักได้กลืนที่ดินวัดแหว่งเว้าไปทีละนิด ทีละหน่อย ตั้งแต่สร้างเขื่อนพระราม ๖ เป็นต้นมา ที่ดินหน้าวัดหายลึกไปประมาณ ๒๐ วา เมื่อทางกรมที่ดินออกโฉนดที่ดินวัดให้ใหม่เหลือที่ดินซึ่งมีเนื้อที่เพียง ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา เลขที่โฉนดที่ดิน ๗๐๗๑ เลขที่ดิน ๖๙๙ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๒๔๐ เมตร ติดต่อกับที่ตั้งบ้านเรือนของประชาชน ทิศใต้ยาว ๔๐ เมตร ติดต่อกับที่ตั้งบ้านเรือนของประชากร ทิศตะวันออกยาว ๑๖๐ เมตร ติดต่อกับแม่น้ำแควป่าสัก ทิศตะวันตกยาว ๒๔๐ เมตร ติดต่อกับถนนเข้าหมู่บ้าน อาคารเสนาสนะต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย พระอุโบสถกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๒.๙๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๙๘ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และดำเนินการบูรณะซ่อมแซมโดย พลตรีมนูญกฤษ รูปขจร ในครั้งที่ ๑ ซึ่งบ้านเกิดอยู่หลังองค์พระพุทธไสยาสน์ และในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ พระอธิการทองคำ คัมภีรปัญโญ เจ้าอาวาสในขณะนั้นได้ทำการบูรณะ โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ควบคุมการบูรณะ ศาลาการเปรียญเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๑๒.๗๕ เมตร ยาว ๒๑.๕๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นอาคารคอนกรีต สูงใหญ่ ๒ ชั้น หอสวดมนต์กว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๘.๕๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น กุฎีสงฆ์ จำนวน ๗ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ หอฉันเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/3_วัดสะตือ_18_300x200.jpg" style="width: 300px; height: 200px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้มีวิหาร กว้าง ๗.๘๐ เมตร ยาว ๒๐.๙๐ เมตร ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายมีรูปทรงเป็นเรือสำเภา สมเด็จพุฒาจารย์โต ได้พักอาศัยเมื่อคราวมาคุมการก่อสร้างองค์พระพุทธไสยาสน์ และได้มีการบูรณะขึ้นใหม่โดยพลเอกสำราญ แพทยกุล เป็นผู้บริจาคงบในการบูรณะ ศาลาดินหรือวิหารสมเด็จ หลังเดิมเป็นอาคารไม้โปร่งมุงด้วยสังกะสี ลักษณะการก่อสร้างใช้สลักเดือยแทนตะปู สมเด็จพุฒาจารย์โต ได้มาพักอาศัยเมื่อคราว มาคุมการก่อสร้างองค์พระพุทธไสยาสน์ ต่อมาได้มีการปรับปรุงและก่อสร้างวิหารคู่เป็นอาคารชุดเชื่อมต่อกับศาลาดิน ศาลาน้ำหรือศาลาริมแม่น้ำป่าสัก เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บริเวณเศียรองค์พระพุทธไสยาสน์ หอระฆังคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๓ ศาลาบำเพ็ญกุศลเป็นศาลาคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ๑ หลัง ศาลาไม้ชั้นเดียว ๑ หลัง และฌาปนสถาน ซึ่งปรับปรุงใช้เป็นเตาน้ำมัน เป็นวัดแห่งแรกในอำเภอท่าเรือเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม ศาลาจำหน่ายวัตถุมงคลสร้าง วางศิลาฤกษ์โดยพลอากาศเอกมนัส รูปขจร พ.ศ. ๒๕๔๐ เขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กกันดินพัง ริมแม่น้ำป่าสัก ของเดิมสร้างในสมัยพระครูพุทธไสยาภิบาล และสร้างเขื่อนเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๘ ในสมัยพระครูปริยัตยาธิคุณ ใช้งบก่อสร้างและซ่อมแซม ๖,๐๓๑,๐๘๘ บาท ก่อสร้างโรงอาหาร พ.ศ. ๒๕๕๐ ใช้งบ ๘๙๖,๐๑๐ บาท ห้องน้ำห้องสุขา พระครูปริยัตยาธิคุณ ได้ดำเนินการก่อสร้างเป็นห้องน้ำในระดับ ๕ ดาว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ใช้งบก่อสร้าง ๔,๕๓๑,๔๑๐ บาท</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/1 - Copy 1.jpg" style="width: 300px; height: 371px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>ปูชนียสถานวัตถุ และปูชนียวัตถุ</strong>&nbsp;มี พระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง&nbsp; ๖๕ นิ้ว&nbsp; สูง&nbsp; ๑๒๖ นิ้ว&nbsp; สร้างเมื่อ&nbsp; พ.ศ. ๒๔๙๗ พระปรางค์นาคปรก สมัยทวาราวดี(ลพบุรี) เนื้อหินทราย กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุไว้ รอยพระพุทธบาทจำลอง มีอายุการสร้าง&nbsp; ๑๐๐ กว่าปี เกศเก่าพระพุทธไสยาสน์เก็บไว้ในวิหาร&nbsp; พระพุทธไสยาสน์(หลวงพ่อโต) สร้าง&nbsp; พ.ศ. ๒๔๑๓ ประดิษฐานอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัด&nbsp; เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง&nbsp;วัดสะตือ สร้างขึ้นเป็นวัดนับแต่ พ.ศ. ๒๔๐๐ เดิมตั้งอยู่ทางทิศเหนือขึ้นไปไม่ไกลนัก ที่เรียกว่า วัดสะตือ เพราะมีต้นสะตือใหญ่เป็นนิมิต ต่อเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้มาดำเนินการสร้างพระพุทธไสยาสน์แล้ว วัดสะตือจึงได้ย้ายมาตั้งที่บริเวณพระนอนนี้และ เรียกนามตามชื่อตำบลว่า &quot;วัดท่างาม&quot; กาลต่อมา สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่๕ ได้เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาท ได้เสด็จขึ้นที่ท่าตำบลนี้ ๒ ครั้ง แต่นั้นมาจึงเรียกตำบลว่า &quot;ตำบลท่าหลวง&quot; และเรียกนามวัดว่า &quot;วัดท่าหลวง&quot; แต่ต่อมากลับไปเรียกว่า &quot;วัดสะตือ&quot; ตามนามเดิมอีก ซึ่งยุติต้องกันกับการเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒&nbsp;ตามจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๕ ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า &quot;วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) ได้กินข้าวกลางวันที่วัดท่างาม ทรงทำครัวและเสวยที่ตรงบริเวณใต้เศียรพระนอนใหญ่&nbsp; และที่เรียกกันว่า&nbsp; ท่าหลวง นั้นเกิดขึ้นใหม่ เพราะพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จมานมัสการรอยพระพุทธบาท&nbsp; ๒ ครั้ง&nbsp; ขึ้นที่ท่างามทั้ง&nbsp; ๒ ครั้ง&nbsp; ตามพระราชนิพนธ์&nbsp; รัชกาลที่ ๕ ในจดหมายเหตุเรื่องเสด็จประพาสต้น ครั้งที่&nbsp; ๒&nbsp; วัดท่างามดังกล่าวนั้นหมายถึง &quot;วัดสะตือ&quot; ในปัจจุบัน และ ที่วัดนี้มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ในบริเวณที่ดินของวัด&nbsp; วัดสะตือได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘&nbsp; เขตวิสุงคามสีมา&nbsp; กว้าง&nbsp; ๑๐&nbsp; เมตร&nbsp; ยาว ๒๔&nbsp; เมตร</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/2 - Copy 1.jpg" style="width: 550px; height: 413px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/202104276c6bbd110a8721964539d00cc5596c4d091647.jpg' type='image/jpg' length='597052' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดวชิรธรรมาราม]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5991</link>
<guid isPermaLink="false">9119b4b5819c25f31b80cac073bcbead</guid>
<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 08:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/2017122018e33ad302f819ecca191737.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><b>&nbsp;วัดวชิรธรรมมาราม&nbsp;</b><b>(Wat Wachira Thammaram)</b>&nbsp;พุทธอุทยานที่มีความโดดเด่นด้วยรูปหล่อหลวงพ่อทวดสีทององค์ใหญ่หน้าตักขนาด ๒๔&nbsp;เมตร สูง ๕๑&nbsp;เมตร ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว้างขวางกว่า ๒๐๐ ไร่ ณ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/วัดวชิรธรรมาราม2.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><u><strong>ประวัติวัด</strong></u> เป็นวัดสร้างใหม่ ที่ อุ๊ กรุงสยามเป็นผู้สร้าง โครงการพุทธอุทยานมหาราชเกิดจากความตั้งใจของ คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ (อุ๊ กรุงสยาม)ประธานมูลนิธิพระเทวราชโพธิสัตว์ซึ่งต้องการเห็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามหลักการ &quot;บวร&quot; ได้แก่บ้าน วัด โรงเรียน และต้องการทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมรวมถึงส่งเสริมคุณธรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา รักษาสิ่งแวดล้อมพัฒนาท้องถิ่นด้วยวิธียั่งยืนอีกทั้งยังมีปณิธานแน่วแน่ที่จะดำเนินโครงการให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม โครงการนี้ตั้งอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ ๔๔&nbsp;ทางหลวงหมายเลข ๓๒ (ถนนสายเอเชีย)ตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยาบนรอยต่อของอำเภอบางปะหันและอำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อเนื่องกับอำเภอป่าโมกและอำเภอเมืองฯ จังหวัดอ่างทองซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงได้ชื่อว่าพุทธอุทยานมหาราช เพื่อความเป็นสิริมงคล คุณวัชรพงศ์ได้ซื้อที่ดินจำนวน ๒๐๐ไร่และได้สร้างรูปเหมือนสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดขนาดหน้าตักกว้าง๒๔ เมตร ความสูงรวมฐาน ๕๑ เมตร สร้างจากปูนหุ้มสัมฤทธิ์เคลือบสีทอง ทั้งองค์นับได้ว่าเป็นรูปเหมือนพระสงฆ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งตามประวัติศาสตร์ หลวงพ่อทวดเคยเดินทางมาพำนักที่กรุงศรีอยุธยาเป็นเวลาหลายปี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/20210427d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e090331.jpg' type='image/jpg' length='37552' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร]]></title>
<link>https://aya.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5989</link>
<guid isPermaLink="false">7f56b08390507000c70fc80bcd11665f</guid>
<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/วัดเสนนา.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&nbsp;สังกัดฝ่าย&nbsp;ธรรมยุติกนิกาย มีประวัติมายาวตั้งแต่ครั้งสมัยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/แผนที่วัดเสนาสนาราม.jpg" style="width: 500px; height: 327px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>&nbsp;</strong>วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสถาปนาวัดเสนาสนาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ เดิมชื่อ &quot;วัดเสื่อ&quot; สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา&nbsp;ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ใกล้ตลาดหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา &quot;วัดเสื่อ&quot; ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรียุธยา จดในพระราชหัตถเลขาว่า ในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะดำรงตำแหน่งเป็นพระมหารอุปราช โปรดฯ ให้สร้างวังขึ้นเป็นที่ประทับในกรุงศรีอยุธยา คือ วังจันทรเกษม อาณาเขตทางด้านทิศใต้ของวังจันทรเกษมนี้ติดกับวัดเสื่อ ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ขยายอานาเขตของวังจันทรเกษมนี้ออกไป และรวมเอาวัดเสื่อ อยู่ในเขตวังจันทรเกษมด้วย จนกระทั่งเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. ๒๓๑๐วัดเสื่อ จึงได้ร้างไป เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔&nbsp;โปรดฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) เป็นแม่กองอำนวยการปฏิสังขรณ์ เพิ่มเติมพร้อมพระราชทานชื่อใหม่ว่า &quot;วัดเสนาสนาราม&quot; และโปรดฯ ให้สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ๒&nbsp;หลัง หมู่พระเจดีย์ และกุฎิสงฆ์ นับเป็นวัดคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายแห่งแรกในภูมิภาค จนกระทั่งถึงสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรฌาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ได้รับสั่งให้วัดเสนาสนาราม เป็นวัดที่ทำพิธีแปลงนิกายจากมหานิกายเป็นธรรมยุตินิกาย โดยให้ทำพิธีสวดญัตติที่วัดเสนาสนารามแห่งนี้ ปัจจุบันวัดเสนาสนารามเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ธรรมยุต)</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/เสนาท.jpg" style="width: 500px; height: 254px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">ได้รับการปฏิสังขรณ์โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔&nbsp;โดยปฏิสังขรณ์ทั้งวัด แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๖&nbsp;และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดเสนาสนาราม เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย โดยได้รวมวัดเสื่อ (วัดท่าเสื่อ) ด้วยซึ่งมีชื่อในพงศาวดารว่า อุปราชจัน น้องชายขุนวรวงศาธิราช ถูกหมื่นราชเสน่หานอกราชการลอบฆ่าบริเวณวัดท่าเสื่อ ซึ่งในแผนที่อยุธยา พ.ศ.๒๕๐๓ ได้แสดงว่าวัดเสื่อกับวัดเสนาสนารามเป็นคนละวัด โดยวัดเสื่ออยู่ทางด้านใต้ของวัดเสนาสนาราม อยู่ติดคลองวัดเสื่อซึ่งเชื่อมต่อคลองหอรัตนไชยกับคลองประตูข้าวเปลือก ปัจจุบันวัดเสื่อและคลองวัดเสื่อถูกทำลายจนไม่เห็นสภาพแล้ว</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/1.jpg" style="width: 500px; height: 374px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">ศาสนสถานที่สำคัญของวัดได้แก่ พระอุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา หน้าบันด้านหน้าและด้านหลังเป็นไม้แกะสลักปิดทอง ประดับกระจกรูปช้างเอราวัณ ขนาบด้วยฉัตร เหนือเศียรช้างเอราวัณมีพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือรูปพระมหามงกุฏ ภายในพระอุโบสถมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นภาพวาดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://aya.onab.go.th/cms/s26/u129/2.jpg" style="width: 500px; height: 374px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">พระสัมพุทธมุนี เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้วยอดพระมหามงกุฎ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒&nbsp;ศอก ๒&nbsp;นิ้ว สูงตลอดพระรัศมี ๓&nbsp;ศอก ๑&nbsp;นิ้ว ที่ซุ้มเรือนแก้วมีอักษรขอมจารึกไว้ รอบๆมีจิตรกรรมฝาผนังรูปเทพชุมนุม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://aya.onab.go.th/th/file/get/file/202104278dee27840bb3d83ecda1a6a9e8efc4e3083824.jpg' type='image/jpg' length='1076206' />
</item>
</channel>
</rss>
